เข้าสู่ระบบ!!
สินค้า เว็บบอร์ด เกี่ยวกับเรา บทความ วิธีการชําระเงิน ติดต่อเรา หน้าแรก
ภาษาไทย
Mobile   PDA  
ค้นหา:
สมัครสมาชิก  บทความ  รถเข็น 
สถิติของเวบไซต์
เปิดเวบเมื่อ 27/02/2550
ปรับปรุงเวบเมื่อ 25/03/2557
ผู้ชมทั้งหมด
สินค้าทั้งหมด 360


หมวดหมู่สินค้า/บริการ
ดัชนีราคา
รวมทุกหมวดหมู่ (360)
พระกริ่ง-พระชัยวัฒน์
พระหล่อ-รูปเหมือน
พระบูชา
เหรียญปั๊บก่อนปี 2530
เหรียญปั๊บหลังปี 2530
พระเนื้อดิน-ผง-ว่าน ก่อนปี2530
พระเนื้อดิน-ผง-ว่าน หลังปี2530
เครื่องรางและอื่นๆ
พระหลวงปู่ทวด
พระปิดตา
พระสมเด็จ
พระพิฆเนศ
พระจตุคามรามเทพ
สมเด็จบางขุนพรหม
พระมหากษัตริย์ และบุคคลสำคัญ
หลวงปู่บุญ หลวงปู่เพิ่ม หลวงปู่เจือ
หลวงพ่อคูณ วัดบ้านไร่
หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี
หลวงปู่นอง วัดวังศรีทอง จ.สระแก้ว
หลวงปู่หมุน ฐิตสีโล ศรีษะเกษ
หลวงปู่ตี๋ วัดหลวงราชาวาส
หลวงปู่ชื้น วัดญาณเสน อยุธยา
หลวงพ่ออุ้น วัดตาลกง
หลวงปู่หงษ์ วัดเพชรบุรี
หลวงปู่แผ้ว ปวโร
หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน
พระมหาสุรศักดิ์ วัดประดู่
** เปิดจองพระใหม่ **
พุทธศิลปะพระอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์



จดหมายข่าว
กรุณาใส่อีเมล์ของท่าน เพื่อรับข่าวสารที่น่าสนใจ




รายละเอียดสินค้า/บริการ
สินค้า/บริการ >> เหรียญ ร.5 รุ่น ปราบฮ่อ

เหรียญ ร.5 รุ่น ปราบฮ่อ - คลิกที่นี่เพื่อดูรูปภาพใหญ่
เหรียญ ร.5 รุ่น ปราบฮ่อ






  Tell a Friend
เหรียญ ร.5 รุ่น ปราบฮ่อ - คลิกที่นี่เพื่อดูรูปภาพใหญ่

เหรียญ ร.5 รุ่น ปราบฮ่อ - คลิกที่นี่เพื่อดูรูปภาพใหญ่

เหรียญ ร.5 รุ่น ปราบฮ่อ - คลิกที่นี่เพื่อดูรูปภาพใหญ่

เหรียญ ร.5 รุ่น ปราบฮ่อ - คลิกที่นี่เพื่อดูรูปภาพใหญ่

เหรียญ ร.5 รุ่น ปราบฮ่อ - คลิกที่นี่เพื่อดูรูปภาพใหญ่

เหรียญ ร.5 รุ่น ปราบฮ่อ - คลิกที่นี่เพื่อดูรูปภาพใหญ่

เหรียญ ร.5 รุ่น ปราบฮ่อ - คลิกที่นี่เพื่อดูรูปภาพใหญ่

เหรียญ ร.5 รุ่น ปราบฮ่อ - คลิกที่นี่เพื่อดูรูปภาพใหญ่

เหรียญ ร.5 รุ่น ปราบฮ่อ - คลิกที่นี่เพื่อดูรูปภาพใหญ่

เหรียญ ร.5 รุ่น ปราบฮ่อ - คลิกที่นี่เพื่อดูรูปภาพใหญ่

เหรียญ ร.5 รุ่น ปราบฮ่อ

รหัสสินค้า: 000142
ราคา: 999,999.00 บาท
รายละเอียด:

  เหรียญ ร. 5 ปราบฮ่อ

เหรียญปราบฮ่อ...เหรียญที่ระลึก ที่รัชกาลที่ 5 แจกเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่ทหาร ด้านหลังมีคำว่า ปราบฮ่อ 1239-1247-1249

ตัวเลข 4 ตัว 3 แถวนั้น คือจุลศักราช เทียบเป็น พ.ศ. ก็ 2420-2428-2430

ทำไม...เหรียญปราบฮ่อ...จึงต้องระบุตัวเลข 3 ปี...คำตอบ ก็เพราะทหารทำสงครามปราบฮ่อ สามครั้ง

ฮ่อ...เป็นใคร...ส.พลายน้อย อธิบายย่อๆไว้ในสารานุกรม ประวัติศาสตร์ไทย...เดิมทีเป็นจีนอยู่แถวยูนนาน เคยมาอยู่แถบภูเขาบริเวณจังหวัดน่าน ภาษาคล้ายพวกเย้า หนังสือก็เหมือนเย้า การแต่งตัว ขนบธรรมเนียมก็คล้ายเย้า

เริ่มนับสงคราม ขุนสามชน ที่พ่อขุนรามคำแหง จารึกไว้ในแผ่นหิน เป็นครั้งที่ 1 พิมาน แจ่มจรัส ผู้เขียนสงครามในประวัติศาสตร์ไทย นับสงครามปราบฮ่อ...เป็นครั้งที่ 72

การรบครั้งแรก พ.ศ.2417 ไทยได้ข่าว ฮ่อเตรียมทัพที่เมืองเชียงคำ จะยกมาทางเวียงจันทน์ ตั้งใจตีเมืองหนองคาย ทางหนึ่ง จะยกไปทาง หัวพันทั้งห้าหัวพันทั้งหก เพื่อตีหลวงพระบาง อีกทางหนึ่ง

รัชกาลที่ 5 โปรดให้พระยามหาอำมาตย์ (ชื่น กัลยาณมิตร) ข้าหลวงซึ่งขึ้นไปสักเลกอยู่ที่มณฑลอุดร และให้พระยานครราชสีมา (เมฆ) ยกไปป้องกันเมืองหนองคาย

ให้เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง เจ้าพระยาพิชัย (ดิส) เกณฑ์กำลังมณฑลพิษณุโลก ยกไปช่วยป้องกันเมืองหลวงพระบาง...

ผลสงครามปราบฮ่อรอบแรก ฝ่ายไทยชนะ

ในงานเฉลิมพระชนมพรรษา พ.ศ.2419 มี พระราชดำรัสชมเชยทหาร...ความตอนหนึ่งว่า

"ก็แหละการทัพฮ่อ ซึ่งเล่าลือว่าเป็นการใหญ่โตนั้น ก็ได้ความว่า คนพวกนี้เป็นกบฏในเมือง เป็นพวกใหญ่จริง แต่บัดนี้ได้แตกออกเป็นพวกเป็นเหล่า มิได้เป็นกองทัพใหญ่เหมือนแต่ก่อน กองทัพฝ่ายเราจึงทำได้โดยง่าย แต่ถึงกระนั้น การทำศึกในบ้านเมืองเรา ก็เว้นว่างมานาน มามีเหตุเกิดขึ้นก็เป็นที่ลำบากอยู่"

พ.ศ.2426 พวกฮ่อยกมารุกรานเมืองหลวงพระบางอีก โปรดให้พระยาพิชัย (มิ่ง) พระยาสุโขทัย (ครุธ) คุมกำลังไปช่วยก่อน แล้วให้พระยาราชวรานุกูล (เอก บุญยรัตนพันธุ์) เป็นแม่ทัพยกตามไป ฮ่อได้ข่าวก็ถอยหนีไปปักหลักสู้ที่ค่ายทุ่งเชียงคำ ซึ่งมีแนวกอไผ่แน่นหนาเป็นป้อมปราการ

ฝ่ายไทยตามไปถึง ก็ยิงปืนใหญ่เข้าใส่ แต่กระสุนก็ติดกอไผ่ ทำอะไรพวกฮ่อไม่ได้
พระยาราชวรานุกูล ขัดใจยกกำลังบุกเข้าไปถูกฮ่อยิงด้วยปืนใหญ่เข้าที่ขาบาดเจ็บสาหัส รุกคืบหน้าไม่ได้ ก็ได้แต่ล้อมค่ายเอาไว้สองเดือน ฮ่อเริ่มอดอาหารบาดเจ็บล้มตาย แต่ยังไม่ยอมแพ้

สุดท้าย ฝ่ายไทยทนลูกอึดของฮ่อไม่ไหว จำเลิกทัพกลับมาเอง

พ.ศ.2430 ฮ่อก่อเหตุที่เมืองหลวงพระ-บางอีก ขณะนั้นไทยเพิ่งตั้งกรมทหารแบบใหม่ โปรดให้พันเอกพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ยกกำลังไปทางเมืองพวน ให้พันเอกเจ้าหมื่นไวยวรนาถ (เจิม แสงชูโต) ยกไปทางเมืองหัวพันทั้งห้าหัวพันทั้งหก

ด้วยอาวุธแบบใหม่ จากกำลังทหารแบบใหม่ คราวนี้ฝ่ายไทยตีฝ่าปราการกอไผ่ เอาชนะพวกฮ่อได้โดยสิ้นเชิง โปรดให้นำเชลยฮ่อเข้ามาไว้ในกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก

ทรงแต่งตั้งพันเอกเจ้าหมื่นไวยวรนาถ (เจิม แสงชูโต) ให้เป็นพลตรีพระยาสุรศักดิ์มนตรี และพระราชทานรางวัลแก่แม่ทัพนายกองโดยทั่วกัน เหรียญปราบฮ่อ เหรียญที่ระลึกที่มีค่านิยมแพงมากในวันนี้ ก็ได้พระราชทานกันในคราวนั้นเอง.

เหรียญปราบฮ่อ เป็นเหรียญความชอบในราชการสงครามซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีเหรียญประเภทนี้ "การปราบฮ่อ" มีหลายคราว เพื่อเป็นความรู้จะขอเล่าสรุปดังต่อไปนี้ ชื่อที่เรียกว่า "ฮ่อ" มักจะเข้าใจกันว่า เป็นชนชาติหนึ่ง ซึ่งมีรูปร่างลักษณะแปลกไปกว่าคนพื้นเมืองที่เห็นกันอยู่ทั่วไปโดยมาก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายว่า... เมื่อครั้งปราบ"ฮ่อ" พ.ศ. 2418 พระยามหาอำมาตยาธิบดี (ชื่น กัลยาณมิตร) ได้จับ "ฮ่อ" ส่งลงมากรงุเทพฯ ก็มีคนนินทาว่า...พระยามหาอำมาตย์จับ "คนจีน" ส่งมาหลอกว่าเป็น "ฮ่อ"

ความเป็นจริงคนที่พูดก็ไม่รู้ว่า "ฮ่อ" ก็คือ "คนจีน" นั่นเอง เป็นแต่ว่าคนไทยทางฝ่ายเหนือไม่เรียกว่า "เจ๊ก" หรือ "จีน" อย่างทางกรุงเทพฯ เขาเรียกคนจีนว่า"ฮ่อ"มาแต่โบราณ

เมื่อครั้งจีนตีเมืองพม่าก่อนจะเกิด"ศึกอะแซหวุ่นกี้"ในเมืองไทย ในพระราชพงศาวดารก็เรียก"กองทัพจีน"ว่า"ฮ่อ" ตามอย่างไทยฝ่ายเหนือ

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายต่อไปว่า

"พวก"ฮ่อ" ที่มารบกับไทยนั้น ที่จริงเป็น "จีนแท้" ทีเดียวเดิมจีนพวกนั้นเป็นขบถ เรียกพวกของตนว่า "ไต้เผง" หมายจะชิงเมืองจีนจากอำนาจพวกเม่งจู เกิดรบพุ่งกันในเมืองจีนเป็นการใหญ่ ต้องหลบหนีแยกย้ายกันไปเที่ยวซุ่มซ่อนอยู่ตามป่าและภูเขา"

"ฮ่อ" ในสมัยนั้นแบ่งออกเป็น 2 พวก คือ "ฮ่อธงดำ" เพราะใช้ธงดำเป็นเครื่องหมาย

อีกพวกหนึ่งใช้ธงเหลือง เรียกว่า "ฮ่อธงเหลือง"
พวกฮ่อธงเหลืองไม่มีบ้านเมืองอยู่เป็นหลักแหล่ง ก็ประพฤติตนเป็นโจร เที่ยวตีบ้านเมืองในแดนสิบสองจุไทย และเมืองพวน

ถึงปี พ.ศ.2417 "ฮ่อ"เตรียมทัพจะตีตัวเมืองริมฝั่งแม่น้ำโขงทางเมืองเวียงจันทน์ แล้วจะข้ามมาเมืองหนองคาย

กรมการเมืองหนองคายทราบเรื่องจากพวกอพยพ จึงบอกลงมาทางกรุงเทพฯ

ขณะนั้น พระยามหาอำมาตยาธิบดี (ชื่น กัลยาณมิตร) เป็นข้าหลวงขึ้นไปสักเลขอยู่ในมณฑลอุบล จึงโปรดฯให้พระยามหาอำมาตย์เกณฑ์กำลังคนจากมณฑลอุดร มณฑลร้อยเอ็ด และมณฑลอุบล เป็นกองทัพ ไปสมทบกับทัพ พระยานครราชสีมา (เมฆ) ขึ้นไปป้องกันเมืองหนองคาย ทั้ง 2 ทัพได้ตีทัพฮ่อแตกกระเจิงไป

นอกจากนี้ ทางกรุงเทพฯ ได้โปรดฯให้ เจ้าพระยามหินทรศักดิธำรง เป็นแม่ทัพ ยกไปปราบ "ฮ่อ" ทางเมืองหนองคายอีกทัพหนึ่ง ได้ยกทัพมาทางเรือ เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2418 แต่เมื่อทราบว่า ทัพ"ฮ่อ"แตกไปก่อนแล้วทางกรุงเทพฯ จึงมีตราให้ยกทัพกลับ

ส่วนกองทัพ เจ้าพระยาภูธราภัย ที่สมุหนายกที่จะยกไปปราบ"ฮ่อ"ทางเมืองหลวงพระบาง ยกทัพภายหลังกองทัพ เจ้าพระยามหินทรศักดิธำรง ได้ไปทันเหตุการณ์ ได้ช่วย พระยาพิไชย ตีทัพ "ฮ่อ"ที่หลวงพระบางแตกไปอีกเป็นเสร็จการ "ปราบฮ่อ" ครั้งแรก พ.ศ. 2481 เพียงเท่านี้
ครั้นถึงพ.ศ.2426 "ฮ่อธงเหลือง" ที่แตกพ่ายไปเมื่อ พ.ศ.2418 ได้รวมตัวกันขึ้นใหม่ แล้วเที่ยวปล้นสะดมตามชายแดนจีนชายแดนญวน จีนกับญวนจึงรวมตัวกันปราบฆ่า "ปวงนันซี" หัวหน้า"ฮ่อธงเหลือง"ตาย

พวกฮ่อธงเหลืองเลยแพแตก ต่างตั้งตัวเป็นธงสีต่างๆ มีธงแดง ธงลาย เป็นต้น คอยรับจ้างรบพุ่งก่อกวนให้กับเจ้าเมืองที่มีศัตรู และมีฮ่อพวกหนึ่งมาตั้งค่ายอยู่ที่ ทุ่งเชียงคำชำนาน จนปลูกกอไผ่กำบังคล้ายมีระเนียดล้อมรอบ

กองทัพไทยไปล้อมอยู่นานก็พังเข้าไปไม่ได้ ล้อมอยู่ 2 เดือน เสบียงอาหารขาดแคลน ผู้คนเจ็บป่วย จำต้องยกทัพกลับเมืองหนองคาย ปราบฮ่อครั้งที่ 2 ก็ยุติเพียงเท่านี้

ต่อมา พ.ศ.2428 ทางกรุงเทพฯ เห็นว่า กองทัพ พระยาราชวรานุกุล ที่ไปล้อมทุ่งเชียงคำไว้นั้น คงทำการไม่สำเร็จ เพราะเป็นกองทัพพลเรือนรบแบบโบราณ จึงโปรดฯให้ใช้ทหารตามแบบที่ฝึกหัดอย่างยุโรปขึ้นไปสมทบกับกองทัพหัวเมือง

พวก"ฮ่อ"มีแต่ปืนคาบศิลาดาบและสามง่าม เมื่อถูกกระสุนปืนแบบใหม่ของไทยเข้าก็ได้แต่ถอย แต่ถึงกระนั้นยังไม่อาจกวาดล้างพวก"ฮ่อ"ได้ เพราะทหารไทยเกิดป่วยเป็นไข้ป่ากันมาก ขนาดเตรียมยาควินินไปประมาณ 400 ขวด ยังไม่พอ ต้องขอเพิ่ม

ทหารไทยป่วยเสียครึ่งต่อครึ่ง ทำให้พวก"ฮ่อ"ได้ใจ รวบรวมกำลังกลับมาต่อสู้ได้อีก การรบกับพวก"ฮ่อ"นั้นลำบาก เพราะมีหลากหลาย มีทั้ง "ฮ่อแท้" และ "ฮ่อปลอม"
"ฮ่อแท้" มีอยู่ 5 พวก รวมกันทั้งหมดประมาณ 800 คน ส่วน"ฮ่อปลอม" มีประมาณ 500 คน

ที่เกิดมี "ฮ่อปลอม"ขึ้นมานั้น ก็เพราะพวก"ฮ่อ"ไปรบที่ใดก็กวาดต้อนผู้คนในที่นั้นมาด้วย ที่เป็นเด็กก็เลี้ยงไว้ ส่วนพ่อแม่หรือที่เป็นผู้ใหญ่ก็ฆ่าทิ้งเสีย

เด็กที่จับมานั้นก็เอามาฟั่นเปียให้นุ่งห่มแต่งตัวอย่างพวก"ฮ่อ"

นอกจากนี้ยังมีพวกคนพาลสูบฝิ่น กินสุรา ไม่มีปัญญาหาเลี้ยงตัว หมดหนทางเข้าก็ยอมเข้ากับพวก"ฮ่อ" ไว้เปียแต่งตัวตามตัวอย่าพวก"ฮ่อ"

เท่าที่ได้สำรวจตรวจสอบภายหลังปรากฏว่าคนเหล่านี้เป็นพวกผู้ไทยดำ ผู้ไทยแดง และคนเมืองพวน คนเมืองหัวพันห้าพันหก ทั้งสิ้น

ด้วยเหตุนี้จึงได้กำหนดแยก ฮ่อแท้ๆ ออกจาก ฮ่อปลอม ให้พวกที่ปลอมแปลงเข้ามาตัดผมเปียออก แล้วแยกย้ายกันไปทำมาหากินตามที่ต่างๆ ถ้าทำได้ดังนี้ การปราบฮ่อแท้ก็จะง่ายขึ้น


แต่อย่างไรก็ตามในที่สุดพวก"ฮ่อ"ก็ยอมสามิยภักดิ์ เพราะอยู่อย่างลำบากมากขึ้น และเกรงกำลังของทัพไทยที่มีอาวุธทันสมัยมากกว่า เจ้าหมื่นไวยวรนาถ ได้พาหัวหน้าพวก"ฮ่อ"ลงมากรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2430

ความจริง "การปราบฮ่อ" ยังมีต่อเนื่องจากการปราบครั้งที่ 3 พ.ศ.2430 นั้นอีกครั้งหนึ่ง แต่เห็นว่าจะยืดยาวไป จึงกล่าวเฉพาะปีที่ปรากฏในเหรียญคือ ปราบฮ่อ จ.ศ.1239 (พ.ศ.2420)1247 (พ.ศ.2428) และ ปราบฮ่อ จ.ศ. 1249 (พ.ศ.2430) รวม 3 ครั้ง
เพื่อเป็นที่ระลึกและตอบแทนผู้ที่มีความชอบในราชการ "ปราบฮ่อ" ดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง "เหรียญปราบฮ่อ" ขึ้น มีลักษณะเป็นเหรียญเงินทรงกลม

ด้านหนึ่งซึ่งจะเรียกว่า "ด้านหน้า" มี พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระพักตร์เสี้ยว มีอักษรที่ริมขอบเบื้องบนว่า "จุฬาลงกรณ์ บรมราชาธิราช"

ส่วน "ด้านหลัง" เป็นรูป พระสยามเทวาธิราชทรงของ้าวขี่คอช้าง ที่ขอบเบื้องบนมีอักษรว่า "ปราบฮ่อ ๑๒๓๙ ๑๒๔๗ ๑๒๔๙"

เหรียญปราบฮ่อ มีห่วงร้อยแพรแถบสีเหลืองกับดำ ที่แพรแถบนั้นมีเข็มบอกปีจุลศักราชที่มีการปราบปรามโจรฮ่อ ผู้ใดได้ไปราชการสงคราม "ปราบฮ่อ" เมื่อปีใด ก็จะได้รับพระราชทานเข็มสำหรับปีนั้นประดับที่แพรแถบ

ฉะนั้น ผู้ที่ได้รับพระราชทานเข็มจึงมีจำนวนไม่เท่ากัน บางคนไปราชการสงคราม 2 คราวก็ได้ 2 เข็ม ถ้าไปทั้ง 3 คราวก็ได้รับพระราชทานทั้ง 3 เข็ม

ปรากฏว่า แม้ผู้ที่ไม่ได้ไปราชการทัพ แต่ช่วยราชการในกรุง ก็ได้รับพระราชทานด้วย บางท่านเพิ่งได้รับพระราชทานเมื่อพ.ศ.2441 หลังเหตุการณ์แล้วก็มี เช่น จอมพล เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต (ม.ร.ว.อรุณ ฉัตรกุล) แต่ครั้งยังเป็น พระสรวิเศษเดชาวุธ เป็นต้น
มีปัญหาที่ผู้เขียนยังคิดไม่ออกอยู่อย่างหนึ่ง คือ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงพระนิพนธ์ไว้ว่า


"เหรียญปราบฮ่อเป็นเหรียญที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างขึ้นเมื่อปีวอก จุลศักราช 1246 (พ.ศ.2427)" ซึ่งหมายความว่าหลังจาก "ปราบฮ่อ" ครั้งแรกแล้ว 7 ปีจึงได้สร้างเหรียญนี้ขึ้น

ที่ว่า "ยังคิดไม่ออก" ก็เพราะที่ด้านหลังของเหรียญได้บอกปีที่ปราบฮ่อทั้ง 3 ครั้ง ถ้าหากสร้างในปีจุลศักราช 1246 จริง ก็น่าจะบอกแต่ปีปราบฮ่อจุลศักราช 1239 เพียงปีเดียว ไม่น่าจะบอกล่วงหน้ามาจนถึงปีจุลศักราช 1247 (2428) และ 1249 (พ.ศ.2430) ซึ่งเหตุการณ์ยังไม่เกิด

อีกอย่างหนึ่ง ถ้าถือเอาปีที่ "ปราบฮ่อ" ในพงศาวดารปราบฮ่อครั้งแรกจะเป็น พ.ศ.2418 (จ.ศ.1237) ปราบฮ่อครั้งที่ 2 พ.ศ.2428 (จ.ศ.1247) ครั้งหลังนี้กองทัพกลับถึงกรุงเทพฯ พ.ศ.2430 (จ.ศ.1249) ฉะนั้น ปีในเหรียญกับปีในพงศาวดารจึงเหลื่อมกันอยู่


***** ( ข้อมูลอ้างอิงจากคุณ สยามเมืองยิ้ม ) *****

ขนาด [กว้าง x ยาว x สูง] : 600 x 600 x 600 ซม.
สินค้า/บริการ แนะนํา
กริ่งเจ้าสั่ว ปี37 (ชุดกรรมการ) ชุดทองคำ วัดบวรนิเวศ
ราคา 20,000.00 บ.
เหรียญ ร.5 รุ่น ปราบฮ่อ
ราคา 999,999.00 บ.
ทรงผนวช
ราคา 199.00 บ.
บาตรน้ำมนต์ รุ่นแรกเนื้อทองเหลืองรมดำ 84 พรรษา วัดบวร
ราคา 4,499.00 บ.
พระ ภปร. ปี2508 วัดบวรนิเวศ หน้าตัก 5 นิ้ว
ราคา 1,999.00 บ.
กวนอิม เนื้อเงินสามกษัตริย์ ปี 40
ราคา 1,299.00 บ.
บูชาพระพิฆเนศ กรมศิลปากร หน้าตัก 6 นิ้ว ปี 50
ราคา 3,000.00 บ.
สมเด็จบางขุนพรหม ปี43 พระชุดผง เนื้อพิเศษ โรยผงเก่า 5 องค์
ราคา 1,599.00 บ.

สินค้า  |  เว็บบอร์ด  |  เกี่ยวกับเรา  |  บทความ  |  วิธีการชําระเงิน  |  ติดต่อเรา  |  หน้าแรก  |  Sitemap
© 2001- . TARAD.com. All Rights Reserved.